ค่าจ้างวิจัยตลาดในไทย ราคาเท่าไหร่ (2026): เทียบ 4 ระดับ ตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักล้าน

ค่าจ้างวิจัยตลาดในไทย ราคาเท่าไหร่ (2026): เทียบ 4 ระดับ ตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักล้าน

อัปเดตล่าสุด

คำตอบสั้นที่สุด: ค่าจ้างวิจัยตลาดในไทยปี 2026 แบ่งได้ 4 ระดับ ฟรีแลนซ์และเครื่องมือสำเร็จรูป ราว 5,000 ถึง 80,000 บาท สำนักวิจัยขนาดเล็ก ราว 50,000 ถึง 300,000 บาท บริษัทวิจัยตลาดเฉพาะทาง ราว 300,000 ถึง 1,000,000 บาท และที่ปรึกษากลยุทธ์ที่ลงมือวิจัยเองอย่าง NXT ราว 250,000 ถึง 900,000 บาท สองระดับหลังมีช่วงราคาทับซ้อนกัน ความต่างอยู่ที่ใครเป็นคนออกแบบ สัมภาษณ์ และตีความผลจริง รวมถึงสิ่งที่ส่งมอบว่าเป็นรายงานผลหรือข้อเสนอสำหรับการตัดสินใจ ระดับที่เหมาะขึ้นกับเงินเดิมพันของการตัดสินใจ ไม่ใช่งบที่มี

ช่องว่างราคาระหว่างผู้ให้บริการกว้างที่สุดในวงการที่ปรึกษา งานโจทย์เดียวกันได้ใบเสนอราคาตั้งแต่ไม่กี่หมื่นไปจนถึงหลายล้านบาท ความต่างไม่ได้มาจากความโลภหรือความใจดีของใคร แต่มาจาก โครงสร้างต้นทุนของผู้ให้บริการแต่ละแบบ บทความนี้แยกให้เห็นว่าแต่ละระดับราคาได้อะไร ไม่ได้อะไร และเหมาะกับการตัดสินใจขนาดไหน เพื่อให้คุณอ่านจบแล้วตั้งงบและเลือกผู้ให้บริการได้ทันที

ราคาวิจัยตลาด 4 ระดับ แยกตามประเภทผู้ให้บริการ

ระดับ 1: ทำเอง ฟรีแลนซ์ และเครื่องมือสำเร็จรูป ราว 5,000 ถึง 80,000 บาท

ได้อะไร แบบสอบถามออนไลน์ที่กระจายผ่านโซเชียลหรือ panel ราคาถูก สรุปผลเป็นกราฟพื้นฐาน บางรายรับสัมภาษณ์ไม่กี่คนหรือจัดกลุ่มสนทนาแบบไม่มีห้องสังเกตการณ์

ไม่ได้อะไร การคัดกรองผู้ตอบที่เข้มงวด การออกแบบคำถามที่ไม่ชี้นำ และการตีความว่าผลลัพธ์แปลว่าต้องทำอะไรต่อ

เหมาะกับ การสำรวจเบื้องต้นก่อนประชุม การทดสอบไอเดียจำนวนมากในระยะแรก หรือการตัดสินใจที่ถ้าผิดแล้วเสียหายไม่กี่แสนบาท

ความเสี่ยงหลัก ผู้ตอบไม่ตรงกลุ่มหรือตอบโดยไม่อ่าน ซึ่งทำให้ตัวเลขดูน่าเชื่อถือแต่ใช้ตัดสินใจไม่ได้

ระดับ 2: สำนักวิจัยขนาดเล็กและบริษัทรับเก็บข้อมูล ราว 50,000 ถึง 300,000 บาท

ได้อะไร การเก็บข้อมูลที่เป็นระบบ แบบสอบถามหลายร้อยชุด การคัดกรองพื้นฐาน และรายงานตารางผลพร้อมคำอธิบายสั้น ๆ

ไม่ได้อะไร มักแข่งกันที่ราคาต่อชุด จึงเน้นเก็บให้ครบจำนวนมากกว่าการตั้งคำถามให้ถูกตั้งแต่แรก และส่วนใหญ่ส่งมอบข้อมูล ไม่ได้ส่งมอบข้อเสนอแนะ

เหมาะกับ โจทย์ที่คุณรู้ชัดแล้วว่าจะวัดอะไร และมีทีมภายในที่แปลงข้อมูลเป็นการตัดสินใจเองได้ เช่น การวัดความพึงพอใจซ้ำทุกปี

ระดับ 3: บริษัทวิจัยตลาดเฉพาะทาง ราว 300,000 ถึง 1,000,000 บาท

ได้อะไร ทีมวิจัยประจำ ห้องสนทนากลุ่มพร้อมกระจกสังเกตการณ์ เครือข่ายคัดกรองผู้ตอบ ระเบียบวิธีมาตรฐาน และรายงานเชิงลึกที่มีการวิเคราะห์

ไม่ได้อะไร งานมักส่งต่อเป็นทอด ผู้บริหารโครงการที่คุยกับคุณมักไม่ใช่คนสัมภาษณ์หรือวิเคราะห์เอง และข้อค้นพบจบที่ "สิ่งที่พบ" มากกว่า "สิ่งที่ควรทำ"

เหมาะกับ งานวิจัยขนาดใหญ่ที่ต้องการระบบภาคสนามเต็มรูปแบบ การติดตามผลต่อเนื่องหลายรอบ หรือการเก็บข้อมูลหลายภูมิภาคพร้อมกัน

ระดับ 4: ที่ปรึกษากลยุทธ์ที่ออกแบบและลงมือวิจัยเอง (แนวทางของ NXT) ราว 250,000 ถึง 900,000 บาท

ได้อะไร ทีมที่ปรึกษาของ NXT ออกแบบงานวิจัย สัมภาษณ์และจัดสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ผลเอง ส่วนการเก็บแบบสอบถามทำผ่าน panel ภายนอกที่ผ่านการคัดกรอง โดยทีม NXT เป็นผู้ควบคุมคุณภาพ ใช้ทั้งวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณตามลำดับตามกรอบ NXT Insight Loop และส่งมอบเป็นบันทึกการตัดสินใจที่ระบุทางเลือก ความเสี่ยง และข้อเสนอแนะ

ไม่ได้อะไร ไม่มี panel ของตัวเองขนาดหลายหมื่นคน และไม่ใช่ผู้ให้บริการที่เหมาะกับการติดตามผลรายไตรมาสทั่วประเทศ

เหมาะกับ การตัดสินใจครั้งสำคัญที่มีเงินเดิมพันหลักล้านถึงหลักร้อยล้าน เช่น ออกสินค้าใหม่ เข้าตลาดใหม่ ปรับราคา หรือหาสาเหตุที่ยอดขายไม่เป็นไปตามแผน

เทียบเร็ว: โจทย์เดียวกัน 4 ใบเสนอราคา

สมมติโจทย์ ทดสอบคอนเซปต์สินค้าใหม่ก่อนตัดสินใจลงทุนผลิต ขอบเขตงานคือสนทนากลุ่ม 4 กลุ่ม แบบสอบถามออนไลน์ 400 ชุด และสรุปผลเพื่อตัดสินใจ ราคาโดยประมาณที่คุณมีโอกาสได้รับ

  • —ฟรีแลนซ์ ราว 60,000 ถึง 150,000 บาท มักทำได้เฉพาะส่วนแบบสอบถาม ส่วนสนทนากลุ่มถูกลดขนาดหรือทำออนไลน์ รายงานเป็นกราฟ
  • —สำนักวิจัยขนาดเล็ก ราว 200,000 ถึง 400,000 บาท ได้ครบทั้งสองส่วน แต่ส่งมอบเป็นผลวิเคราะห์ ไม่ใช่ข้อเสนอแนะ
  • —บริษัทวิจัยเฉพาะทาง ราว 600,000 ถึง 1,000,000 บาท ระบบภาคสนามครบ รายงานละเอียด
  • —NXT ราว 350,000 ถึง 600,000 บาท ทีมที่ปรึกษาของ NXT ออกแบบงานวิจัย จัดสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ผลเอง ส่วนแบบสอบถามเก็บผ่าน panel ภายนอกที่ผ่านการคัดกรอง พร้อมบันทึกการตัดสินใจว่าควรลงทุนผลิตหรือไม่ และควรปรับคอนเซปต์ตรงไหน

ในโจทย์ลักษณะนี้ ราคาของ NXT อยู่ระหว่างสำนักวิจัยขนาดเล็กกับบริษัทวิจัยเฉพาะทาง สิ่งที่ควรเทียบคือใครเป็นคนทำงานจริงและสิ่งที่ส่งมอบ ไม่ใช่ราคาอย่างเดียว เหตุผลอยู่ในหัวข้อถัดไป

ส่วนต่างราคามาจากไหน

ราคาที่ต่ำกว่าไม่ได้มาจากการตัดคุณภาพ แต่มาจากการตัดสามชั้นต้นทุนที่ไม่ได้ส่งผลต่อคุณภาพคำตอบ

  • —ไม่มีชั้นส่งต่องาน ในบริษัทวิจัยขนาดใหญ่ งานผ่านผู้บริหารโครงการ ทีมวิจัย และทีมภาคสนามหลายทอด แต่ละทอดคือค่าเวลาที่คุณจ่าย ทีมที่ออกแบบและสัมภาษณ์เองตัดต้นทุนนี้ออก และข้อค้นพบไม่หล่นหายระหว่างทาง
  • —ไม่แบกต้นทุนระบบภาคสนามประจำ ห้องสนทนากลุ่ม ทีมพนักงานสัมภาษณ์ประจำ และ panel ของตัวเอง เป็นต้นทุนคงที่ที่ถูกเฉลี่ยเข้าไปในทุกใบเสนอราคา แม้โจทย์ของคุณจะไม่ต้องใช้ทั้งหมด
  • —ไม่เก็บตัวอย่างเกินจำเป็น การเริ่มจากวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อตั้งคำถามให้ถูก ทำให้แบบสอบถามสั้นลงและเก็บเฉพาะกลุ่มที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ ซึ่งมักลดขนาดตัวอย่างที่ต้องจ่ายได้มาก

กรณีที่ NXT ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด และเราจะบอกตรง ๆ ได้แก่ งานติดตามผลรายไตรมาสหลายหมื่นตัวอย่าง งานที่ต้องเก็บข้อมูลพร้อมกันหลายประเทศ และงานที่ต้องมีทีมภาคสนามกระจายทั่วประเทศพร้อมกัน งานเหล่านี้บริษัทวิจัยเฉพาะทางคุ้มค่ากว่า

ราคาต่อหน่วยแยกตามวิธีวิจัย

ใช้ช่วงราคาเหล่านี้ตรวจว่าใบเสนอราคาที่ได้รับสมเหตุสมผลหรือไม่ ตัวเลขแรกคือผู้ให้บริการระดับเริ่มต้น ตัวเลขหลังคือบริษัทวิจัยเฉพาะทาง

  • —สัมภาษณ์เชิงลึก ผู้บริโภคทั่วไป 5,000 ถึง 25,000 บาทต่อราย กลุ่มที่เข้าถึงยาก เช่น ผู้บริหารหรือแพทย์เฉพาะทาง 20,000 ถึง 60,000 บาทต่อราย
  • —สนทนากลุ่ม 25,000 ถึง 60,000 บาทต่อกลุ่มสำหรับงานระดับเริ่มต้น และ 80,000 ถึง 180,000 บาทต่อกลุ่มสำหรับงานที่มีห้องสังเกตการณ์ การคัดกรองเข้มงวด และผู้ดำเนินการสนทนามืออาชีพ
  • —แบบสอบถามออนไลน์ 50 ถึง 150 บาทต่อชุดสำหรับ panel ราคาถูก 150 ถึง 600 บาทต่อชุดสำหรับผู้บริโภคทั่วไปที่คัดกรองดี และ 800 ถึง 3,000 บาทต่อชุดสำหรับกลุ่มเฉพาะทาง
  • —สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ (CATI) 300 ถึง 900 บาทต่อชุด เหมาะกับกลุ่มที่ไม่ค่อยอยู่บนออนไลน์ เช่น ผู้สูงอายุหรือพื้นที่ต่างจังหวัด
  • —สังเกตพฤติกรรมจริง (Ethnography) 30,000 ถึง 80,000 บาทต่อราย แพงที่สุดต่อหัวเพราะนักวิจัยอยู่กับผู้ให้ข้อมูลหลายชั่วโมงถึงหลายวัน
  • —Mystery Shopping 3,000 ถึง 12,000 บาทต่อจุด ขึ้นกับความละเอียดของแบบบันทึก
  • —โครงการ Mixed Method เต็มรูปแบบ 8 ถึง 16 สัปดาห์ ตลาดเดียว 350,000 ถึง 1,000,000 บาท และหลายกลุ่มเป้าหมายหรือหลายจังหวัด 1,000,000 ถึง 2,500,000 บาท

ปัจจัยที่ทำให้ใบเสนอราคาต่างกันมากที่สุด

  • —ความยากในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ปัจจัยอันดับหนึ่ง การหาผู้บริโภคทั่วไป 400 คนถูกกว่าการหาผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อโรงงาน 30 คนหลายเท่า ถามผู้ให้บริการเสมอว่าอัตราการพบกลุ่มเป้าหมาย (incidence rate) ที่ประมาณไว้คือเท่าไหร่
  • —ความยาวของเครื่องมือ แบบสอบถาม 10 นาทีกับ 25 นาทีต่างกันเกือบเท่าตัวในค่าตอบแทนและอัตราการตอบไม่จบ
  • —จำนวนกลุ่มย่อยที่ต้องวิเคราะห์แยก ทุกกลุ่มย่อยต้องมีจำนวนพอในตัวเอง แยก 5 กลุ่มจึงต้องเก็บเพิ่ม 2 ถึง 3 เท่า
  • —ระดับของสิ่งที่ส่งมอบ ตารางผล รายงานวิเคราะห์ และข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ เป็นงานคนละระดับและราคาคนละระดับ
  • —ใครเป็นคนทำจริง ในงานเชิงคุณภาพ คนที่ถามคำถามคือตัวกำหนดคุณภาพข้อค้นพบ

โครงสร้างต้นทุนในใบเสนอราคา

  • —ค่าเข้าถึงและค่าตอบแทนผู้ให้ข้อมูล ราว 30 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์
  • —ค่าเวลานักวิจัยในการออกแบบ เก็บ วิเคราะห์ และรายงาน ราว 35 ถึง 55 เปอร์เซ็นต์
  • —ค่าดำเนินการอื่น เช่น สถานที่ เดินทาง และเครื่องมือ ราว 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์

เมื่อได้ใบเสนอราคาที่ถูกกว่าเจ้าอื่นมาก ให้ถามว่าลดตรงไหน ถ้าลดที่ค่าตอบแทนผู้ให้ข้อมูล มักได้ผู้ตอบไม่ตรงกลุ่ม ถ้าลดที่เวลานักวิจัย มักได้รายงานที่ไม่มีการตีความ ส่วนราคาที่สูงมาก ให้ถามว่าเท่าไหร่ที่เป็นค่าบริหารโครงการและค่าโสหุ้ย ไม่ใช่เนื้องาน

เลือกระดับไหนดี ตัดสินใจจากเงินเดิมพัน ไม่ใช่จากงบที่มี

หลักที่ใช้ได้จริงคือ งบวิจัยไม่ควรเกินความเสียหายที่คาดว่าจะเลี่ยงได้ คือโอกาสที่จะตัดสินใจผิดถ้าไม่มีข้อมูล คูณด้วยความเสียหายเมื่อผิด เช่น เดิมพัน 5 ล้านบาทที่มีโอกาสผิดราวหนึ่งในสี่ มีความเสียหายที่คาดไว้ราว 1.25 ล้านบาท งบวิจัยหลักแสนจึงคุ้มถ้าผลวิจัยลดโอกาสผิดได้จริง

  • —เดิมพันต่ำกว่า 2 ล้านบาท เช่น ทดสอบแคมเปญหรือไอเดียระยะแรก ระดับ 1 หรือ 2 เพียงพอ
  • —เดิมพัน 2 ถึง 50 ล้านบาท เช่น ออกสินค้าใหม่ ปรับราคา หรือเปิดสาขาในพื้นที่ใหม่ ต้องการคำตอบที่ตัดสินใจได้ ระดับ 4 ให้ความคุ้มค่าสูงสุด
  • —เดิมพันเกิน 50 ล้านบาท หรือต้องเก็บข้อมูลกว้างทั่วประเทศ เช่น ลงทุนโรงงานหรือขยายทั่วประเทศ ใช้ระดับ 4 ตั้งคำถามและตีความ ร่วมกับบริษัทวิจัยเฉพาะทางที่มีเครือข่ายภาคสนามกว้าง
  • —งานวัดผลซ้ำทุกปีด้วยเครื่องมือเดิม ระดับ 2 หรือ 3 คุ้มกว่า เพราะโจทย์นิ่งแล้ว

เช็กลิสต์ 7 ข้อก่อนเซ็นใบเสนอราคา

  • —จำนวนตัวอย่างแต่ละกลุ่มย่อยและเกณฑ์คัดกรองผู้ตอบ ระบุเป็นตัวเลข
  • —ใครเป็นคนสัมภาษณ์และวิเคราะห์จริง ขอชื่อและประสบการณ์
  • —เครื่องมือวิจัยต้องได้รับอนุมัติจากคุณก่อนเริ่มเก็บข้อมูล
  • —สิ่งที่ส่งมอบคือข้อมูล รายงานวิเคราะห์ หรือข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์
  • —มาตรการตรวจสอบคุณภาพผู้ตอบ เช่น คำถามดักความตั้งใจ และการตัดชุดที่ตอบเร็วผิดปกติ
  • —ความเป็นเจ้าของข้อมูลดิบหลังจบโครงการ
  • —จำนวนรอบการแก้ไขรายงานที่รวมอยู่ในราคา

วิธีคุมงบวิจัยโดยไม่เสียคุณภาพ

  • —ลดขนาดของแต่ละขั้น ไม่ใช่ตัดขั้นตอนออก สัมภาษณ์ 8 รายแทน 15 ราย ยังดีกว่าข้ามขั้นเชิงคุณภาพไปทำแบบสอบถามอย่างเดียว
  • —จำกัดกลุ่มเป้าหมายให้เหลือเฉพาะที่ตัดสินใจจริง ทุกกลุ่มที่เพิ่มคือค่าใช้จ่ายที่คูณขึ้น
  • —ตัดคำถามที่ถามเพราะอยากรู้ ถ้าคำตอบ A และ B ทำให้คุณทำสิ่งเดียวกัน ให้ตัดคำถามนั้นทิ้ง
  • —ใช้ข้อมูลที่มีอยู่แล้วก่อน ข้อมูลขาย CRM และรีวิวลูกค้า มักตอบคำถามได้บางส่วนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
  • —แบ่งเป็นเฟส ทำเฟสแรกเล็ก ๆ เพื่อตีกรอบปัญหา แล้วค่อยตัดสินใจลงทุนเฟสถัดไป

คำถามที่พบบ่อย

ค่าจ้างวิจัยตลาดขั้นต่ำเท่าไหร่ถึงใช้ตัดสินใจได้จริง?
สำหรับการตัดสินใจที่มีเงินเดิมพันหลักล้านขึ้นไป งบที่ใช้ได้จริงเริ่มราว 250,000 ถึง 350,000 บาท ซึ่งพอสำหรับงานเชิงคุณภาพที่ออกแบบดีหรืองานผสมผสานขนาดเล็ก งบหลักหมื่นเหมาะกับการสำรวจเบื้องต้น แต่ไม่ควรใช้ตัวเลขจากงานระดับนั้นไปตัดสินใจลงทุนก้อนใหญ่
ทำไมใบเสนอราคาจากแต่ละบริษัทต่างกันหลายเท่าทั้งที่โจทย์เดียวกัน?
สาเหตุหลักคือโครงสร้างต้นทุนของผู้ให้บริการ ไม่ใช่เนื้องาน บริษัทวิจัยขนาดใหญ่มีต้นทุนระบบภาคสนามประจำและหลายชั้นของการบริหารโครงการ บริษัทเล็กแข่งกันที่ราคาต่อชุด วิธีเทียบที่ถูกคือขอให้ทุกเจ้าระบุจำนวนตัวอย่าง วิธีคัดกรอง คนที่ลงมือทำจริง และตัวอย่างสิ่งที่ส่งมอบจากงานที่ผ่านมา
NXT คิดค่าวิจัยตลาดประมาณเท่าไหร่?
โครงการวิจัยแบบผสมผสานของ NXT ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงหลักแสนบาท ราว 250,000 ถึง 900,000 บาท ขึ้นกับจำนวนกลุ่มเป้าหมายและความยากในการเข้าถึง เราเสนอช่วงงบให้ตั้งแต่การคุยครั้งแรก และถ้าโจทย์ยังไม่จำเป็นต้องทำวิจัย เราจะบอกตรง ๆ
ถ้าราคาต่ำกว่าบริษัทวิจัยเฉพาะทาง คุณภาพจะเทียบเท่าได้อย่างไร?
ส่วนต่างมาจากต้นทุนที่ไม่ได้กำหนดคุณภาพคำตอบ ได้แก่ ชั้นการส่งต่องานระหว่างทีม ต้นทุนระบบภาคสนามประจำ และการเก็บตัวอย่างเกินจำเป็น ส่วนที่กำหนดคุณภาพจริงคือคนที่ออกแบบคำถาม สัมภาษณ์ และตีความผล ซึ่งที่ NXT ทีมที่ปรึกษาทำงานเหล่านี้เองตลอดโครงการ ไม่ส่งต่อหลายทอด สำหรับแบบสอบถาม การเก็บข้อมูลทำผ่าน panel ภายนอกที่ผ่านการคัดกรอง โดยทีม NXT เป็นผู้ควบคุมคุณภาพ ทั้งนี้ในงานติดตามผลขนาดใหญ่ทั่วประเทศ บริษัทวิจัยเฉพาะทางยังคุ้มค่ากว่า
แบบสอบถามราคาต่ำกว่า 100 บาทต่อชุดเชื่อถือได้ไหม?
เป็นไปได้เมื่อกลุ่มเป้าหมายกว้าง แบบสอบถามสั้น และใช้ panel ขนาดใหญ่ แต่ต้องถามให้ชัดเรื่องการคัดกรองและมาตรการตรวจคุณภาพ เพราะราคาต่อชุดที่ต่ำมากมักมาพร้อมผู้ตอบที่ไม่ตรงกลุ่มหรือตอบโดยไม่อ่าน ซึ่งทำให้ข้อมูลทั้งชุดใช้ไม่ได้
ควรจ้างบริษัทวิจัยกับที่ปรึกษากลยุทธ์แยกกัน หรือใช้ทีมเดียว?
ถ้าโจทย์จบที่ต้องการข้อมูล จ้างบริษัทวิจัยอย่างเดียวถูกกว่า แต่ถ้าโจทย์คือต้องตัดสินใจ การจ้างแยกมักเกิดช่องว่าง เพราะที่ปรึกษาต้องตีความข้อมูลที่ตัวเองไม่ได้ออกแบบ และมักต้องจ่ายสองต่อ ทีมเดียวที่ทั้งออกแบบวิจัยและให้ข้อเสนอแนะมักได้ข้อสรุปที่ตรงกับการตัดสินใจกว่าในงบที่ต่ำกว่า

ช่วงราคาทั้งหมดเป็นการประมาณการภาพรวมตลาดไทย ณ ปี 2026 จากประสบการณ์ในอุตสาหกรรม ใบเสนอราคาที่ลูกค้าเคยได้รับและแบ่งปันกับเรา และข้อมูลสาธารณะ เพื่อใช้ตั้งงบเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่ราคาอ้างอิงของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง การเปรียบเทียบส่วนต่างราคาเป็นการประเมินของ NXT ในโครงการขอบเขตใกล้เคียงกัน ราคาจริงแตกต่างตามขอบเขตงานและความยากในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย NXT Consulting Group เป็นผู้จัดทำบทความนี้

อ่านต่อในชุดเดียวกัน

แชร์บทความนี้