
แบบสอบถามกี่ชุดถึงน่าเชื่อถือ และสัมภาษณ์กี่คนถึงพอ (คู่มือ Sample Size สำหรับธุรกิจ 2026)
คำตอบสั้นที่สุด: สำหรับแบบสอบถามที่ต้องการประมาณค่าไปยังตลาดผู้บริโภคทั่วไป จำนวน 385 ชุดให้ค่าความคลาดเคลื่อนประมาณบวกลบ 5 เปอร์เซ็นต์ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้กันในงานธุรกิจ ในทางปฏิบัติจึงมักเก็บ 400 ชุด ส่วนการสัมภาษณ์เชิงลึกมักถึงจุดอิ่มตัวของข้อมูลที่ 8 ถึง 15 รายต่อกลุ่มเป้าหมายหนึ่งกลุ่ม
แต่ตัวเลขเหล่านี้ใช้ได้เฉพาะเมื่อคุณวิเคราะห์ภาพรวมกลุ่มเดียว ถ้าต้องแยกดูรายกลุ่มย่อย ตัวเลขจะเปลี่ยนทั้งหมด บทความนี้อธิบายวิธีคิดที่ถูกต้องพร้อมตารางที่ใช้อ้างอิงได้จริง
เครื่องคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่าง (Sample Size Calculator)
ที่ความเชื่อมั่น 95% ผลที่ได้จะคลาดเคลื่อนไม่เกิน ±5%
วิธีคำนวณ
ใช้สูตรของ Cochran: n₀ = z² × p(1−p) ÷ e² โดย z คือค่ามาตรฐานตามระดับความเชื่อมั่น (1.645, 1.96, 2.576) p คือสัดส่วนที่คาดไว้ และ e คือค่าความคลาดเคลื่อน เมื่อทราบขนาดประชากร N จะปรับด้วยสูตรประชากรจำกัด n = n₀ ÷ (1 + (n₀ − 1) ÷ N) การคำนวณนี้สมมติการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย ถ้ากลุ่มตัวอย่างไม่ได้สุ่มหรือเข้าถึงยาก ตัวเลขจริงที่ต้องการอาจสูงกว่านี้
แบบสอบถามกี่ชุด ถึงน่าเชื่อถือ
ความน่าเชื่อถือของแบบสอบถามวัดด้วยค่าความคลาดเคลื่อน (margin of error) ซึ่งบอกว่าผลที่ได้อาจเบี่ยงจากความจริงเท่าไหร่
ตารางค่าความคลาดเคลื่อนที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ สำหรับประชากรขนาดใหญ่
- —50 ชุด ความคลาดเคลื่อนประมาณ บวกลบ 13.9 เปอร์เซ็นต์
- —100 ชุด ความคลาดเคลื่อนประมาณ บวกลบ 9.8 เปอร์เซ็นต์
- —200 ชุด ความคลาดเคลื่อนประมาณ บวกลบ 6.9 เปอร์เซ็นต์
- —300 ชุด ความคลาดเคลื่อนประมาณ บวกลบ 5.7 เปอร์เซ็นต์
- —385 ชุด ความคลาดเคลื่อนประมาณ บวกลบ 5.0 เปอร์เซ็นต์ (มาตรฐานงานธุรกิจ)
- —600 ชุด ความคลาดเคลื่อนประมาณ บวกลบ 4.0 เปอร์เซ็นต์
- —800 ชุด ความคลาดเคลื่อนประมาณ บวกลบ 3.5 เปอร์เซ็นต์
- —1,000 ชุด ความคลาดเคลื่อนประมาณ บวกลบ 3.1 เปอร์เซ็นต์
- —1,500 ชุด ความคลาดเคลื่อนประมาณ บวกลบ 2.5 เปอร์เซ็นต์
- —2,000 ชุด ความคลาดเคลื่อนประมาณ บวกลบ 2.2 เปอร์เซ็นต์
วิธีอ่านตาราง ถ้าเก็บ 400 ชุดแล้วพบว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบสนใจสินค้า ค่าจริงในตลาดน่าจะอยู่ระหว่าง 55 ถึง 65 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเพียงพอสำหรับการตัดสินใจส่วนใหญ่
จุดสำคัญที่คนมักเข้าใจผิดคือ ขนาดประชากรแทบไม่มีผลต่อจำนวนที่ต้องเก็บ ไม่ว่าตลาดของคุณจะมี 50,000 คนหรือ 5 ล้านคน จำนวน 385 ชุดให้ความแม่นยำใกล้เคียงกัน สิ่งที่กำหนดความแม่นยำคือจำนวนตัวอย่าง ไม่ใช่สัดส่วนต่อประชากร
กรณีที่จำนวนน้อยกว่า 385 ก็ใช้ได้
หลายโครงการไม่จำเป็นต้องถึง 385 ชุด
เมื่อประชากรมีจำนวนจำกัด เช่น ลูกค้าองค์กรทั้งหมดมี 300 ราย การเก็บ 169 ชุดก็ให้ความคลาดเคลื่อนราวบวกลบ 5 เปอร์เซ็นต์แล้ว เพราะมีการปรับค่าตามขนาดประชากรที่จำกัด (finite population correction) กรณี B2B ที่ลูกค้ามีหลักร้อยราย ตัวเลขที่ต้องเก็บจึงต่ำกว่าที่คิดมาก
เมื่อต้องการเปรียบเทียบก่อนหลัง เช่น วัดความพึงพอใจไตรมาสนี้เทียบไตรมาสก่อน ถ้าใช้วิธีเก็บเหมือนเดิมทุกครั้ง ตัวอย่าง 200 ชุดก็เห็นแนวโน้มได้ เพราะความคลาดเคลื่อนเชิงระบบหักล้างกันไป แต่ความคลาดเคลื่อนจากการสุ่มไม่หักล้าง ที่รอบละ 200 ชุด ผลต้องเปลี่ยนเกินราว 10 จุดเปอร์เซ็นต์จึงจะมั่นใจว่าเปลี่ยนจริง การขยับ 3 ถึง 5 จุดระหว่างไตรมาสอาจเป็นเพียงความผันผวนของตัวอย่าง
เมื่อความต่างที่สนใจมีขนาดใหญ่ ถ้าคุณต้องการรู้แค่ว่ากลุ่มไหนชอบมากกว่ากันแบบชัดเจน ไม่ได้ต้องการตัวเลขละเอียด ตัวอย่าง 150 ถึง 200 ชุดอาจพอ
เมื่อใช้ประกอบการตัดสินใจภายใน ไม่ใช่เผยแพร่ งานที่ใช้ตัดสินใจภายในองค์กรยอมรับความคลาดเคลื่อนสูงกว่าได้ ตราบใดที่ผู้ตัดสินใจรู้ว่าตัวเลขมีช่วงความคลาดเคลื่อนเท่าไหร่
ขั้นต่ำที่สุดที่ยังใช้สถิติได้: 30 ชุดต่อกลุ่ม
400 ชุดคือเป้าที่ดี แต่ในความจริงหลายโครงการเก็บไม่ถึง เช่น กลุ่มเป้าหมายหายาก อย่างผู้บริหาร แพทย์ หรือลูกค้าองค์กร งบหรือเวลาจำกัด หรืออัตราตอบกลับต่ำ คำถามที่ต้องตอบจึงไม่ใช่แค่ว่าควรเก็บกี่ชุด แต่คือ เก็บได้เท่านี้ แล้วสรุปอะไรได้บ้าง
เกณฑ์ขั้นต่ำที่ใช้กันแพร่หลายคือ อย่างน้อย 30 ชุดต่อกลุ่มที่จะวิเคราะห์ Roscoe (1975) เสนอหลักนี้ไว้ว่าเมื่อแบ่งตัวอย่างเป็นกลุ่มย่อย แต่ละกลุ่มควรมีอย่างน้อย 30 ราย เหตุผลมาจากทฤษฎีบทขีดจำกัดกลาง (Central Limit Theorem) ที่ขนาดประมาณ 30 ขึ้นไป การแจกแจงของค่าเฉลี่ยตัวอย่างจะใกล้เคียงการแจกแจงปกติพอที่จะใช้สถิติมาตรฐานได้ ข้อที่มักเข้าใจผิดคือ 30 ชุดไม่ได้ทำให้ข้อมูลเป็นการแจกแจงปกติ และไม่ได้แปลว่าแม่นยำพอ ที่ 30 ชุด ความคลาดเคลื่อนยังสูงถึงราวบวกลบ 18 เปอร์เซ็นต์ จึงเป็นเพียงจุดเริ่มที่ยังใช้สถิติได้ ไม่ใช่ระดับที่เหมาะกับการตัดสินใจสำคัญ
| จำนวนต่อกลุ่ม | ความคลาดเคลื่อน (95%) | ใช้สรุปอะไรได้ |
|---|---|---|
| 30 ชุด | ± 17.9% | ขั้นต่ำสำหรับสถิติที่อิงการแจกแจงปกติ ใช้ดูทิศทางคร่าว ๆ หรือนำร่อง |
| 50 ชุด | ± 13.9% | เห็นความต่างที่ใหญ่มากระหว่างกลุ่ม เช่น 30% กับ 70% |
| 100 ชุด | ± 9.8% | ขั้นต่ำที่แนะนำต่อกลุ่มย่อยในรายงานที่ใช้ตัดสินใจ |
| 200 ชุด | ± 6.9% | เปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม หรือติดตามแนวโน้มต่อเนื่อง |
| 400 ชุด | ± 4.9% | ประมาณค่าภาพรวมตลาดสำหรับการตัดสินใจสำคัญ |
ถ้าเก็บได้ไม่ถึงเป้า ควรทำอย่างไร
- —รายงานความคลาดเคลื่อนจริงเสมอ ใช้เครื่องคำนวณด้านบนในโหมดเก็บมาแล้ว แล้วระบุช่วงความคลาดเคลื่อนคู่กับตัวเลขทุกครั้ง ผู้ตัดสินใจจะรู้ว่าตัวเลขเชื่อได้แค่ไหน
- —อย่าแยกกลุ่มย่อยที่ต่ำกว่า 30 ชุด ถ้าจำเป็นต้องดู ให้รายงานเป็นข้อสังเกตเชิงคุณภาพ ไม่ใช่ตัวเลขร้อยละ
- —ใช้การปรับค่าประชากรจำกัดเมื่อประชากรมีน้อย เช่น ลูกค้าองค์กรหลักร้อยราย ตัวเลขที่ต้องการจะลดลงมาก
- —เสริมด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก เมื่อจำนวนน้อย การอธิบายว่าทำไมมีน้ำหนักมากกว่าการประมาณว่าเท่าไหร่
- —ระวังอคติจากผู้ไม่ตอบ (non-response bias) คนที่ตอบอาจต่างจากคนที่ไม่ตอบอย่างเป็นระบบ ปัญหานี้แก้ไม่ได้ด้วยการเพิ่มจำนวน และมักส่งผลมากกว่าขนาดตัวอย่าง
กับดักที่แพงที่สุด การวิเคราะห์รายกลุ่มย่อย
นี่คือจุดที่โครงการวิจัยเสียเงินเปล่ามากที่สุด
ถ้าคุณเก็บ 400 ชุด แล้วต้องการแยกวิเคราะห์เป็น 4 กลุ่มอายุ แต่ละกลุ่มจะเหลือประมาณ 100 ชุด ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนบวกลบเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ นั่นแปลว่าถ้ากลุ่ม A ตอบ 55 เปอร์เซ็นต์ และกลุ่ม B ตอบ 48 เปอร์เซ็นต์ คุณ ไม่สามารถสรุปได้ว่าสองกลุ่มนี้ต่างกันจริง เพราะที่กลุ่มละราว 100 ชุด ผลต่างระหว่างสองกลุ่มต้องเกินราว 14 จุดเปอร์เซ็นต์จึงจะถือว่าต่างกันจริงที่ความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ ผลต่าง 7 จุดจึงยังแยกไม่ออกจากความคลาดเคลื่อนจากการสุ่ม ส่วนการดูว่าช่วงความคลาดเคลื่อนของสองกลุ่มทับซ้อนกันหรือไม่ ไม่ใช่วิธีทดสอบที่ถูกต้อง
หลักที่ใช้ได้จริง
- —ทุกกลุ่มย่อยที่คุณตั้งใจจะวิเคราะห์แยก ควรมีอย่างน้อย 100 ชุด และควรมี 150 ถึง 200 ชุดถ้าต้องการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มอย่างมั่นใจ
- —คำนวณย้อนกลับ ถ้าต้องวิเคราะห์ 5 กลุ่มย่อย ต้องเก็บอย่างน้อย 750 ถึง 1,000 ชุด ไม่ใช่ 400
- —ตัดสินใจตั้งแต่ก่อนเก็บข้อมูลว่าจะแยกกี่กลุ่ม การมาคิดทีหลังคือสาเหตุอันดับหนึ่งที่ผลวิจัยตอบคำถามสำคัญไม่ได้
- —ถ้างบไม่พอ ให้เลือกวิเคราะห์เฉพาะกลุ่มที่สำคัญต่อการตัดสินใจจริง แล้วเก็บกลุ่มนั้นให้พอ (over-sampling) แทนการกระจายบาง ๆ ทุกกลุ่ม
วิธีสุ่มตัวอย่างที่นิยม และผลต่อจำนวนที่ต้องเก็บ
สูตรในเครื่องคำนวณสมมติการสุ่มอย่างง่าย (simple random sampling) ซึ่งทุกคนในประชากรมีโอกาสถูกเลือกเท่ากัน ในทางปฏิบัติมีวิธีสุ่มอื่นที่นิยมใช้ และแต่ละวิธีเปลี่ยนจำนวนที่ต้องเก็บต่างกัน ตามหลักใน Cochran (1977) และ Kish (1965)
| วิธี | หลักการ | ผลต่อจำนวนที่ต้องเก็บ | เหมาะเมื่อ |
|---|---|---|---|
| สุ่มอย่างง่าย (Simple random) | ทุกคนมีโอกาสถูกเลือกเท่ากัน | ใช้สูตรในเครื่องคำนวณได้ตรง | มีรายชื่อประชากรครบ |
| สุ่มแบบมีระบบ (Systematic) | เลือกทุกลำดับที่ k จากรายชื่อ | ใกล้เคียงการสุ่มอย่างง่าย ถ้ารายชื่อไม่เรียงเป็นรูปแบบซ้ำ | มีรายชื่อเรียงลำดับ เช่น ฐานลูกค้าในระบบ |
| สุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified) | แบ่งประชากรเป็นชั้น เช่น ภูมิภาค หรือกลุ่มลูกค้า แล้วสุ่มในแต่ละชั้น | แม่นยำเท่าหรือดีกว่าการสุ่มอย่างง่ายที่จำนวนเท่ากัน และกำหนดจำนวนต่อกลุ่มย่อยได้แน่นอน | ต้องวิเคราะห์รายกลุ่ม หรือกลุ่มมีขนาดต่างกันมาก |
| สุ่มแบบกลุ่ม (Cluster) | สุ่มเป็นกลุ่ม เช่น สาขา หรือหมู่บ้าน แล้วเก็บคนในกลุ่มที่ได้ | มักต้องเก็บมากขึ้น โดยคูณด้วยค่า design effect เช่น ถ้าเท่ากับ 2 ต้องเก็บเป็น 2 เท่า | ไม่มีรายชื่อรายบุคคล หรือต้องการประหยัดค่าเดินทางเก็บข้อมูล |
| เลือกแบบโควตา (Quota) | กำหนดสัดส่วนตามเพศ อายุ หรือภูมิภาค แล้วเก็บจนครบโดยไม่สุ่ม | ใช้สูตรเป็นแนวทางได้ แต่ความคลาดเคลื่อนที่คำนวณไม่ครอบคลุมอคติจากการเลือก | งานวิจัยตลาดเชิงพาณิชย์และ panel ออนไลน์ ซึ่งพบบ่อยที่สุดในทางปฏิบัติ |
| เลือกแบบเจาะจงและแบบบอกต่อ (Purposive / Snowball) | เลือกผู้ให้ข้อมูลที่ตรงเกณฑ์ หรือให้ผู้ให้ข้อมูลแนะนำคนต่อไป | ไม่ใช้สูตรสถิติ ใช้เกณฑ์ความอิ่มตัวของข้อมูลแทน | วิจัยเชิงคุณภาพ และกลุ่มที่เข้าถึงยาก |
การสุ่มแบบแบ่งชั้นคือทางออกของกับดักกลุ่มย่อย ถ้ารู้ตั้งแต่ต้นว่าต้องวิเคราะห์ 4 ภูมิภาค ให้กำหนดจำนวนต่อภูมิภาคให้พอ เช่น ภูมิภาคละ 100 ถึง 150 ชุด แทนการสุ่มรวมแล้วหวังว่าแต่ละภูมิภาคจะได้พอ ถ้าบางภูมิภาคถูกเก็บเกินสัดส่วนจริง (over-sampling) ให้ถ่วงน้ำหนัก (weighting) กลับตามสัดส่วนประชากรตอนสรุปภาพรวม
สัมภาษณ์เชิงลึกกี่คน ถึงพอ
วิจัยเชิงคุณภาพไม่ได้ใช้ตรรกะเดียวกับเชิงปริมาณ เพราะไม่ได้ต้องการประมาณค่าไปยังประชากร แต่ต้องการเข้าใจกลไกและเหตุผล เกณฑ์ที่ใช้คือ ความอิ่มตัวของข้อมูล (saturation) คือจุดที่สัมภาษณ์เพิ่มแล้วไม่ได้ประเด็นใหม่
งานวิจัยเชิงประจักษ์ให้ตัวเลขที่สอดคล้องกัน Guest, Bunce และ Johnson (2006) วิเคราะห์การสัมภาษณ์ 60 ราย พบว่าประเด็นเกือบทั้งหมดปรากฏภายใน 12 รายแรก และแกนหลักปรากฏตั้งแต่ราว 6 ราย Hennink, Kaiser และ Marconi (2017) แยกความอิ่มตัวเป็นสองระดับ คือได้ครบทุกประเด็น (code saturation) ที่ราว 9 ราย และเข้าใจความหมายของแต่ละประเด็นลึกพอ (meaning saturation) ที่ราว 16 ถึง 24 ราย และการทบทวนงานวิจัยเชิงระบบของ Hennink และ Kaiser (2022) พบว่าการสัมภาษณ์ส่วนใหญ่ถึงจุดอิ่มตัวที่ 9 ถึง 17 ราย เมื่อกลุ่มเป้าหมายค่อนข้างเหมือนกันและคำถามวิจัยชัด สำหรับการสนทนากลุ่ม Guest, Namey และ McKenna (2017) พบว่า 2 ถึง 3 กลุ่มครอบคลุมราว 80 เปอร์เซ็นต์ของประเด็น และ 3 ถึง 6 กลุ่มครอบคลุมราว 90 เปอร์เซ็นต์
ตัวเลขที่เหมาะสมยังขึ้นกับว่าข้อมูลแต่ละรายมีคุณภาพแค่ไหน Malterud, Siersma และ Guassora (2016) เสนอแนวคิด พลังของข้อมูล (information power) ว่าจำนวนผู้ให้ข้อมูลที่ต้องการจะน้อยลงเมื่อ วัตถุประสงค์แคบและชัด ผู้ให้ข้อมูลตรงกลุ่มเป้าหมายมาก มีกรอบทฤษฎีรองรับ บทสนทนามีคุณภาพสูง ซึ่งขึ้นกับทักษะของผู้สัมภาษณ์โดยตรง และการวิเคราะห์เน้นเจาะลึกรายกรณี ดังนั้นโจทย์ที่แคบและชัดอาจได้ข้อมูลเพียงพอจากราว 6 ราย ซึ่งเป็นจำนวนที่แกนหลักของประเด็นมักปรากฏ (Guest et al., 2006) ขณะที่โจทย์ซับซ้อนหรือกลุ่มที่หลากหลายอาจต้องมากกว่า 20 ราย ผู้สัมภาษณ์ที่มีประสบการณ์อาจยืนยันประเด็นที่แคบมากได้จากจำนวนน้อยกว่า 6 ราย แต่ควรถือเป็นการตรวจสอบเบื้องต้นเท่านั้น
| สถานการณ์ | จำนวนต่อกลุ่มเป้าหมาย | เหตุผล |
|---|---|---|
| โจทย์แคบและชัด เช่น ยืนยันสมมติฐานหรือทดสอบแนวคิดเดียว ผู้ให้ข้อมูลคล้ายกัน ผู้สัมภาษณ์มีประสบการณ์ | ราว 6 ราย | แกนหลักมักปรากฏภายในราว 6 ราย (Guest et al., 2006) ผู้สัมภาษณ์ที่มีประสบการณ์อาจยืนยันประเด็นที่แคบมากได้จากจำนวนน้อยกว่านี้ แต่ควรถือเป็นการตรวจสอบเบื้องต้น |
| โจทย์ทั่วไป เช่น หา pain point หรือพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าหนึ่งกลุ่ม | 9 ถึง 12 ราย | ช่วงที่ประเด็นส่วนใหญ่ครบ (Guest et al., 2006; Hennink et al., 2017) |
| โจทย์เชิงสำรวจกว้าง ต้องเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังลึก หรือกลุ่มหลากหลาย | 16 ถึง 24 ราย | ต้องถึงความอิ่มตัวเชิงความหมาย (Hennink et al., 2017) |
ข้อสรุปเชิงปฏิบัติคือ ราว 12 รายต่อกลุ่มเป้าหมายเป็นจุดตั้งต้นที่ปลอดภัยสำหรับโจทย์ส่วนใหญ่ ปรับลดได้เมื่อโจทย์แคบและผู้สัมภาษณ์มีประสบการณ์สูง และควรวางแผนเผื่อเพิ่มเมื่อโจทย์ซับซ้อน โดยตัดสินใจหยุดเมื่อถึงจุดอิ่มตัวจริง ไม่ใช่เมื่อครบตัวเลขที่ตั้งไว้
ตัวเลขที่ใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ
- —การสัมภาษณ์เชิงลึก 8 ถึง 15 รายต่อกลุ่มเป้าหมายหนึ่งกลุ่ม ประเด็นหลักส่วนใหญ่มักปรากฏครบภายใน 10 ถึง 12 ราย ถ้ากลุ่มเป้าหมายมีความหลากหลายสูง ให้เพิ่มเป็น 15 ถึง 20 ราย
- —การสนทนากลุ่ม (Focus Group) 3 ถึง 4 กลุ่มต่อกลุ่มเป้าหมายหนึ่งกลุ่ม กลุ่มละ 6 ถึง 8 คน น้อยกว่า 3 กลุ่มมีความเสี่ยงที่จะได้พลวัตของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากกว่าความคิดของตลาด
- —การสังเกตพฤติกรรมจริง (Ethnography) 6 ถึง 12 รายมักเพียงพอ เพราะข้อมูลต่อรายลึกกว่ามาก
- —ถ้ามีหลายกลุ่มเป้าหมาย ให้คูณตามจำนวนกลุ่ม เช่น 3 กลุ่มเป้าหมาย ควรสัมภาษณ์รวม 30 ถึง 45 ราย ไม่ใช่ 12 รายแล้วแบ่งกัน
สัญญาณว่าถึงจุดอิ่มตัวแล้ว คือเมื่อผู้ให้ข้อมูลรายที่ 3 ติดต่อกันไม่ได้ให้ประเด็นใหม่ที่ต่างจากที่บันทึกไว้แล้ว ในทางปฏิบัติควรวางแผนเผื่อไว้และหยุดเมื่ออิ่มตัว แทนที่จะกำหนดตายตัวตั้งแต่ต้น
จำนวนไม่ใช่ทุกอย่าง สามเรื่องที่สำคัญกว่า
ประสบการณ์ของเราคือ งานวิจัยที่ผิดพลาดส่วนใหญ่ไม่ได้ผิดเพราะตัวอย่างน้อยเกินไป แต่ผิดเพราะสามเรื่องนี้
1. กลุ่มตัวอย่างไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย เก็บ 1,000 ชุดจากคนที่ไม่ใช่ลูกค้าเป้าหมาย มีค่าน้อยกว่าเก็บ 200 ชุดจากกลุ่มที่ใช่ ปัญหานี้พบบ่อยในการใช้ panel ออนไลน์ราคาถูกที่คัดกรองหลวม สิ่งที่ต้องถามผู้รับจ้างคือ วิธีคัดกรองผู้ตอบและอัตราการคัดออก (incidence rate)
2. คำถามที่ออกแบบผิด คำถามชี้นำ คำถามที่วัดความสุภาพแทนความตั้งใจซื้อ หรือคำถามที่ใช้ศัพท์ที่ลูกค้าไม่ได้ใช้จริง ทำให้ตัวเลขแม่นยำสำหรับสิ่งที่ไม่มีความหมาย นี่คือเหตุผลที่เราแนะนำให้ทำวิจัยเชิงคุณภาพก่อนออกแบบแบบสอบถามเสมอ
3. ไม่มีขั้นตอนอธิบายตัวเลข เมื่อผลออกมาผิดคาด หลายโครงการเลือกตีความเอาเองแทนที่จะกลับไปหาคำอธิบายจากคนจริง ข้อค้นพบที่มีมูลค่าสูงสุดมักอยู่ตรงนี้
อ้างอิง
- —Cochran, W. G. (1977). Sampling Techniques (3rd ed.). John Wiley & Sons.
- —Guest, G., Bunce, A., & Johnson, L. (2006). How Many Interviews Are Enough? An Experiment with Data Saturation and Variability. Field Methods, 18(1), 59–82.
- —Guest, G., Namey, E., & McKenna, K. (2017). How Many Focus Groups Are Enough? Building an Evidence Base for Nonprobability Sample Sizes. Field Methods, 29(1), 3–22.
- —Hennink, M. M., Kaiser, B. N., & Marconi, V. C. (2017). Code Saturation Versus Meaning Saturation: How Many Interviews Are Enough? Qualitative Health Research, 27(4), 591–608.
- —Hennink, M., & Kaiser, B. N. (2022). Sample Sizes for Saturation in Qualitative Research: A Systematic Review of Empirical Tests. Social Science & Medicine, 292, 114523.
- —Kish, L. (1965). Survey Sampling. John Wiley & Sons.
- —Malterud, K., Siersma, V. D., & Guassora, A. D. (2016). Sample Size in Qualitative Interview Studies: Guided by Information Power. Qualitative Health Research, 26(13), 1753–1760.
- —Roscoe, J. T. (1975). Fundamental Research Statistics for the Behavioral Sciences (2nd ed.). Holt, Rinehart and Winston.
คำถามที่พบบ่อย
- 400 ชุดพอไหมสำหรับวิจัยตลาดทั่วประเทศ?
- พอสำหรับการดูภาพรวมประเทศ ให้ความคลาดเคลื่อนราวบวกลบ 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่พอถ้าต้องแยกวิเคราะห์รายภูมิภาคหรือรายกลุ่มอายุ เพราะแต่ละกลุ่มย่อยจะเหลือตัวอย่างน้อยเกินไป ถ้าต้องแยก 4 ถึง 6 กลุ่ม ควรวางแผนที่ 800 ถึง 1,200 ชุด
- แบบสอบถามขั้นต่ำที่สุดควรเก็บกี่ชุด?
- ขั้นต่ำที่ใช้กันแพร่หลายคืออย่างน้อย 30 ชุดต่อกลุ่มที่จะวิเคราะห์ ตามหลักของ Roscoe (1975) และทฤษฎีบทขีดจำกัดกลาง ซึ่งทำให้ใช้สถิติมาตรฐานได้ แต่ที่ 30 ชุดความคลาดเคลื่อนยังสูงราวบวกลบ 18 เปอร์เซ็นต์ จึงเหมาะกับการดูทิศทางหรืองานนำร่อง ถ้าต้องใช้ตัดสินใจ ควรมีอย่างน้อย 100 ชุดต่อกลุ่ม
- การสุ่มแบบแบ่งชั้น (stratified sampling) คืออะไร ช่วยอะไร?
- คือการแบ่งประชากรเป็นชั้น เช่น ภูมิภาคหรือกลุ่มลูกค้า แล้วสุ่มในแต่ละชั้น ช่วยให้แต่ละกลุ่มย่อยมีจำนวนพอสำหรับการวิเคราะห์แยก และที่จำนวนตัวอย่างเท่ากัน มักแม่นยำเท่าหรือดีกว่าการสุ่มอย่างง่าย ถ้าเก็บบางชั้นเกินสัดส่วนจริง ต้องถ่วงน้ำหนักกลับตอนสรุปภาพรวม
- คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างอย่างไร?
- สูตรพื้นฐานสำหรับประชากรขนาดใหญ่คือ n เท่ากับ Z ยกกำลังสอง คูณ p คูณ (1 ลบ p) หารด้วย e ยกกำลังสอง โดย Z คือค่าที่ระดับความเชื่อมั่น (1.96 ที่ 95 เปอร์เซ็นต์) p คือสัดส่วนที่คาดว่าจะพบ (ใช้ 0.5 เมื่อไม่ทราบ เพราะให้ตัวอย่างมากที่สุดและปลอดภัยที่สุด) และ e คือค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ แทนค่าที่ความคลาดเคลื่อน 5 เปอร์เซ็นต์จะได้ 385 ชุด ในทางปฏิบัติควรเก็บเผื่อ 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์สำหรับแบบสอบถามที่ตอบไม่สมบูรณ์
- ทำไมโพลระดับประเทศใช้แค่ 1,000 ถึง 1,500 ตัวอย่าง ทั้งที่ประชากรหลายสิบล้าน?
- เพราะความแม่นยำขึ้นกับจำนวนตัวอย่าง ไม่ใช่สัดส่วนต่อประชากร ที่ 1,000 ตัวอย่างความคลาดเคลื่อนอยู่ราวบวกลบ 3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเพียงพอสำหรับการรายงานภาพรวม การเพิ่มเป็น 10,000 ตัวอย่างลดความคลาดเคลื่อนเหลือราว 1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่คุ้มค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นสิบเท่าในงานส่วนใหญ่
- สัมภาษณ์แค่ 10 คน จะเอาไปเสนอบอร์ดได้อย่างไร?
- นำเสนอในสิ่งที่วิจัยเชิงคุณภาพอ้างได้จริง คือกลไกและเหตุผล ไม่ใช่สัดส่วนของตลาด การนำเสนอที่มีน้ำหนักคือระบุว่าสัมภาษณ์กี่ราย กลุ่มไหน และประเด็นใดที่พบซ้ำในเกือบทุกราย พร้อมยกคำพูดจริงประกอบ ข้อค้นพบที่พบใน 9 จาก 10 รายมีน้ำหนักในการอธิบายสูง แม้จะไม่ใช่ตัวเลขเชิงสถิติ งานวิจัยของ Guest, Bunce และ Johnson (2006) พบว่าประเด็นเกือบทั้งหมดปรากฏภายใน 12 การสัมภาษณ์แรก ซึ่งใช้อ้างอิงความเพียงพอของจำนวนได้ ถ้าโจทย์แคบและผู้สัมภาษณ์มีประสบการณ์ จำนวนที่น้อยกว่านี้ก็อาจเพียงพอตามแนวคิดพลังของข้อมูล (Malterud et al., 2016)
- เก็บแบบสอบถามออนไลน์กับสัมภาษณ์ตัวต่อตัว ต้องใช้จำนวนต่างกันไหม?
- จำนวนที่ต้องการตามหลักสถิติเท่ากัน แต่คุณภาพข้อมูลต่างกัน แบบสอบถามออนไลน์มีความเสี่ยงเรื่องผู้ตอบที่ไม่ตั้งใจและการคัดกรองที่หลวมกว่า จึงควรมีคำถามตรวจสอบความตั้งใจ (attention check) และเผื่อการคัดข้อมูลเสียออกราว 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการสัมภาษณ์ตัวต่อตัวได้ข้อมูลคุณภาพสูงกว่าแต่ต้นทุนต่อชุดสูงกว่าหลายเท่า
ตัวเลขค่าความคลาดเคลื่อนในบทความนี้คำนวณที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ โดยใช้สัดส่วนที่คาดการณ์เท่ากับ 0.5 ซึ่งเป็นกรณีที่ต้องใช้ตัวอย่างมากที่สุด สำหรับประชากรขนาดใหญ่และการสุ่มอย่างง่าย ตัวเลขจริงในโครงการของคุณอาจต่างออกไปตามการออกแบบการสุ่มและลักษณะประชากร ข้อค้นพบจากงานวิจัยที่อ้างถึงเป็นการสรุปความ รายละเอียดดูได้จากรายการอ้างอิง NXT Consulting Group เป็นผู้จัดทำบทความนี้
อ่านต่อในชุดเดียวกัน
แชร์บทความนี้


