ISSB มาถึงแล้ว: SET50 อยู่ในปีบัญชีแรกของ Climate Disclosure — แต่ 88% ของบริษัทจดทะเบียนไทยยังไม่พร้อม
ปี 2026 คือรอบบัญชีแรกที่ SET50 ต้องเปิดเผยข้อมูล Climate ตามมาตรฐาน ISSB และครึ่งปีผ่านไปแล้ว — บทวิเคราะห์ว่าทำไมนี่คือปัญหา Data ไม่ใช่ปัญหารายงาน และทำไมบริษัทนอก SET50 ไม่ควรนิ่งนอนใจ

ครึ่งแรกของปี 2026 จบลงแล้ว สำหรับบริษัทส่วนใหญ่นั่นคือจุดตรวจงบครึ่งปี แต่สำหรับบริษัทในกลุ่ม SET50 ปีนี้มีความหมายมากกว่านั้น: นี่คือรอบบัญชีแรกที่ต้องเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศตามมาตรฐาน ISSB (International Sustainability Standards Board) ตามไทม์ไลน์ที่สำนักงาน ก.ล.ต. วางไว้ ข้อมูลที่ต้องรายงานคือข้อมูลของ "ปีนี้" — ซึ่งแปลว่าถ้าระบบเก็บข้อมูลยังไม่ทำงาน ข้อมูล 6 เดือนแรกที่ผ่านไปแล้วจะไม่มีวันย้อนกลับมาเก็บใหม่ได้
และตัวเลขความพร้อมไม่สวยนัก: บทวิเคราะห์ของ Krungthai COMPASS (2025) พบว่า บริษัทจดทะเบียนไทยทั้งใน SET และ mai กว่า 88% ยังเปิดเผยข้อมูลที่สอดคล้องกับ ISSB Standards ในระดับต่ำ
ISSB ไม่ใช่ "รายงานเล่มใหม่" แต่เป็นการย้ายงานยั่งยืนไปไว้บนโต๊ะ CFO
มาตรฐาน ISSB ประกอบด้วย 2 ฉบับหลัก:
IFRS S1 — ข้อกำหนดทั่วไปในการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน (ESG ทั้ง 3 มิติ)
IFRS S2 — การเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะ (Climate-related Disclosures)
จุดที่ทำให้ ISSB ต่างจากรายงานความยั่งยืนแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ คือมาตรฐานนี้บังคับให้เชื่อมประเด็นความยั่งยืนเข้ากับตัวเลขทางการเงิน ผู้ลงทุนต้องสามารถประเมินได้ว่าความเสี่ยงและโอกาสด้าน Climate จะกระทบกระแสเงินสด สถานะการเงิน และผลการดำเนินงานอย่างไร รวมถึงต้องเปิดเผยข้อมูลเชิงคาดการณ์ (Forward-looking) เช่น Scenario Analysis ของกลยุทธ์ภายใต้สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป
พูดให้ตรง: งานนี้ไม่ใช่งานของฝ่าย CSR อีกต่อไป แต่เป็นงานของ CFO, ฝ่ายกลยุทธ์ และคณะกรรมการบริษัท เพราะสิ่งที่ต้องรายงานคือผลกระทบต่อเงิน ไม่ใช่กิจกรรมเพื่อสังคม
ไทม์ไลน์ของไทย: บังคับใช้เป็นขั้นบันได แต่บันไดขั้นแรกเริ่มแล้ว
แนวทางของ ก.ล.ต. ใช้การทยอยบังคับใช้ (Phased Adoption) ดังนี้:
ปี 2026 — บริษัทในกลุ่ม SET50 (รอบบัญชีปี 2026 เผยแพร่รายงานในปี 2027)
ปี 2027 — ขยายไปยังกลุ่ม SET100
ปี 2029 — ครอบคลุมบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดใน SET รวมถึงบริษัท IPO ใหม่
ปี 2030 — ขยายไปยังตลาด mai, REIT, กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์
พร้อมมาตรการผ่อนปรนช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ: ปีแรกไม่ต้องแสดงข้อมูลเปรียบเทียบย้อนหลัง, ช่วง 5 ปีแรกเน้นเฉพาะข้อมูล Climate (IFRS S2 และบางส่วนของ S1) และรายงานเฉพาะ GHG Scope 1–2 ก่อน โดยการเปิดเผยก๊าซเรือนกระจกต้องได้รับ Limited Assurance จากผู้ทวนสอบที่ขึ้นทะเบียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) หรือหน่วยงานตามมาตรฐานสากล
ผ่อนปรนฟังดูใจดี แต่อย่าอ่านผิด — "เลื่อน Scope 3" ไม่ได้แปลว่า Scope 3 หายไป มันแปลว่านาฬิกาเริ่มเดินแล้ว
ตัวเลขความพร้อมจริงของบริษัทไทย
ข้อมูลจากหลายแหล่งชี้ไปทางเดียวกัน:
64% ของบริษัทกลุ่ม SET50 เปิดเผยข้อมูลสอดคล้องกับ ISSB ในระดับสูง — แต่กลุ่ม SET100 ตัวเลขลดเหลือ 37% และภาพรวมทั้งตลาดมีเพียงราว 12% ที่พ้นระดับต่ำ (Krungthai COMPASS, 2025)
กลุ่ม mai เกือบทั้งหมด (99.5%) ยังสอดคล้องในระดับต่ำ ขณะที่ Net Profit Margin เฉลี่ย 3 ปีของกลุ่มอยู่ที่เพียง 0.4% — ต้นทุนการปรับตัวจึงเป็นเรื่องใหญ่จริง ไม่ใช่ข้ออ้าง
มีบริษัทจดทะเบียนเพียง 41% ที่เก็บข้อมูล GHG Scope 1–2 อย่างเป็นระบบ และเพียง 18% ที่ติดตาม Scope 3 (SET, 2025)
มีบริษัทไทยเพียง 27% ที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนภายในองค์กร (Deloitte Thailand)
42% ของบริษัทไทยยังไม่ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลในการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ และ 47% ยังไม่ใช้ในการประเมินความเสี่ยง — สูงกว่าค่าเฉลี่ยเอเชียแปซิฟิก (PwC Thailand, 2025)
So what? ช่องว่างที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ "เขียนรายงานไม่เป็น" แต่อยู่ที่ ไม่มีข้อมูล ไม่มีระบบ และไม่มีคน ซึ่งทั้งสามอย่างซื้อสำเร็จรูปไม่ได้ ต้องสร้าง — และการสร้างใช้เวลาเป็นปี
ทำไมบริษัทนอก SET50 ไม่ควรรอ
ถ้าคุณเป็นผู้บริหารบริษัทที่ไม่ได้อยู่ใน SET50 หรือกระทั่งไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เลย ข่าวนี้เกี่ยวกับคุณมากกว่าที่คิด ด้วยเหตุผล 3 ข้อ:
1. Scope 3 ของบริษัทใหญ่ คือ Scope 1–2 ของคุณ
เมื่อ SET50 ต้องรายงาน Scope 3 (การปล่อยก๊าซตลอดห่วงโซ่คุณค่า) ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า บริษัทเหล่านั้นจะเริ่มไล่ขอข้อมูลการปล่อยก๊าซจาก Supplier ทุกราย ใครให้ข้อมูลไม่ได้ ความเสี่ยงไม่ใช่แค่เสียภาพลักษณ์ แต่คือหลุดจาก Supplier List บทเรียนจาก EU (CSRD/ESRS) ชัดเจน: มาตรฐานที่บังคับบริษัทใหญ่ ลามถึง SME เร็วกว่าที่ทุกคนคาด
2. ต้นทุนการเงินกำลังผูกกับข้อมูลความยั่งยืน
สินเชื่อประเภท Green Loans และ Sustainability-linked Loans ปรับอัตราดอกเบี้ยตามผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน บริษัทที่มีข้อมูลพร้อมเข้าถึงทุนได้ถูกกว่า — นี่คือแต้มต่อทางการแข่งขันที่วัดเป็น Basis Points ได้จริง
3. ความเสี่ยง Climate เป็นความเสี่ยงธุรกิจ ไม่ว่าใครจะบังคับหรือไม่
งานศึกษาของ Potsdam Institute for Climate Impact Research (2024) ประเมินว่าภายในปี 2050 เศรษฐกิจโลกเสี่ยงสูญเสียรายได้ราว 19% หรือ 38 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การรู้ว่าธุรกิจของตัวเองเปราะบางตรงไหน มีค่าในตัวมันเอง ไม่ใช่แค่เพื่อกรอกแบบฟอร์ม
นี่คือโจทย์ Data Readiness ไม่ใช่โจทย์ทำรายงาน
เราเคยเขียนไว้ในบริบทของ AI ภาครัฐว่า "Data ไม่พร้อม = AI ใช้ไม่ได้" หลักการเดียวกันใช้กับ ISSB ได้ตรงตัว: Data ไม่พร้อม = Disclosure ไม่ได้ องค์ประกอบที่ต้องมีก่อนถึงจะ "เขียนรายงาน" ได้ ประกอบด้วย:
Data Inventory — รู้ว่าข้อมูลการใช้พลังงาน เชื้อเพลิง การเดินทาง และวัตถุดิบอยู่ที่ไหน ใครถือ อยู่ในรูปแบบไหน (ส่วนใหญ่กระจายอยู่ในบิลค่าไฟ ใบเสร็จ และไฟล์ Excel ของหลายฝ่าย)
Measurement Methodology — เลือก Emission Factors และขอบเขตการวัดที่ผ่านการทวนสอบได้ ไม่ใช่ตัวเลขที่ประมาณเอาปีต่อปีไม่เหมือนกัน
Data Governance — กำหนดเจ้าของข้อมูล รอบการเก็บ และการควบคุมคุณภาพ เหมือนที่ทำกับข้อมูลบัญชี เพราะข้อมูลนี้ต้องผ่าน Assurance เช่นเดียวกับงบการเงิน
การเชื่อมกับการเงิน — แปลงความเสี่ยง Climate เป็นผลกระทบต่อรายได้ ต้นทุน และมูลค่าสินทรัพย์ ซึ่งเป็นทักษะเดียวกับการทำ Valuation และการประเมินผลตอบแทนทางสังคม (SROI) ที่วัดสิ่งที่จับต้องยากให้เป็นตัวเลขที่ตรวจสอบได้
องค์กรที่เคยลงทุนสร้างวินัยการวัดผล — ไม่ว่าจะผ่านงาน SROI, Impact Assessment หรือ Data Governance — จะปรับตัวเข้าสู่ ISSB ได้เร็วกว่าอย่างเห็นได้ชัด เพราะโครงสร้างพื้นฐานทางความคิดเหมือนกัน: นิยามชัด วัดได้ ทวนสอบได้
สิ่งที่ควรทำในครึ่งปีหลังของ 2026
SET50: ถ้าระบบเก็บข้อมูลยังไม่นิ่ง นี่คือไตรมาสสุดท้ายที่จะแก้ได้ทัน เร่งทำ Dry Run การเก็บ Scope 1–2 กับผู้ทวนสอบก่อนปิดปีบัญชี
SET100: คุณมีเวลาราว 18 เดือน — เท่ากับหนึ่งรอบการวาง Data Infrastructure พอดี เริ่มจาก Gap Analysis เทียบข้อกำหนด IFRS S2 วันนี้
บริษัทอื่นและ SME ใน Supply Chain: เริ่มเก็บข้อมูลพลังงานและการปล่อยก๊าซพื้นฐานตั้งแต่ตอนนี้ เพราะคำขอข้อมูลจากลูกค้ารายใหญ่จะมาถึงก่อนที่กฎหมายจะบังคับคุณโดยตรง
ทุกองค์กร: ย้ายความเป็นเจ้าของเรื่องนี้จากฝ่าย CSR ไปที่ CFO และคณะกรรมการ พร้อมกำหนดงบและ Roadmap 3 ปีให้ชัด
การเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากลไม่ใช่ภาระด้านเอกสาร แต่คือการสร้างขีดความสามารถในการมองเห็นความเสี่ยงของธุรกิจตัวเอง — บริษัทที่ทำก่อนได้เปรียบทั้งต้นทุนทุน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และตำแหน่งใน Supply Chain
NXT Consulting Group ช่วยองค์กรวาง Data Readiness, ประเมินความพร้อมด้าน Disclosure และแปลงผลกระทบด้านความยั่งยืนให้เป็นตัวเลขที่ตรวจสอบได้ผ่านกรอบ SROI และ Valuation — ถ้าองค์กรของคุณต้องการ Gap Analysis ก่อนที่นาฬิกาจะเดินไปมากกว่านี้ คุยกับเราได้ที่นี่
แหล่งข้อมูล: สำนักงาน ก.ล.ต., Krungthai COMPASS (2025), SD Thailand (2025), Deloitte Thailand, PwC Thailand (2025), SET / World Federation of Exchanges (2025), Potsdam Institute for Climate Impact Research (2024)
Share this article