พ.ร.บ. Climate Change 2569: เมื่อคาร์บอนกลายเป็นตัวเลขบนงบดุลธุรกิจไทย
ครม. อนุมัติร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครอบคลุมธุรกิจมูลค่า 6.5 ล้านล้านบาท ขณะที่ EU CBAM เริ่มเก็บเงินจริงตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 นี่ไม่ใช่แค่เรื่อง ESG แต่เป็นต้นทุนที่กระทบกำไรและมูลค่ากิจการโดยตรง

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กฎหมายฉบับแรกของไทยที่ผูกธุรกิจเข้ากับราคาคาร์บอนโดยตรง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่ากฎหมายนี้กระทบอุตสาหกรรมมูลค่ารวมประมาณ 6.5 ล้านล้านบาท หรือ 37% ของ GDP ประเทศ
ผู้บริหารจำนวนไม่น้อยยังมองเรื่องนี้เป็นวาระ ESG ที่ให้ทีมความยั่งยืนดูแลไป แต่ข้อเท็จจริงคือ ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป คาร์บอนจะกลายเป็นต้นทุนที่กระทบ P&L, การตั้งราคา และมูลค่ากิจการโดยตรง ไม่ใช่แค่รายงานความยั่งยืนประจำปี
กฎหมายที่รอมา 5 ปี มาถึงจริงแล้ว
ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้วางเป้าหมายให้ไทยเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและบรรลุ Net Zero ภายในปี 2593 โดย Phase แรกซึ่งเริ่มปี 2569 จะบังคับกับผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับ EU-CBAM โดยตรง ได้แก่ ภาคขนส่ง สาธารณูปโภค โลหะ และวัสดุที่ไม่ใช่โลหะ (Norton Rose Fulbright, Tilleke & Gibbins)
องค์กรในกลุ่มนี้ต้องวัด ตรวจสอบ และรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นรายปี โดยข้อมูลต้องผ่านการทวนสอบ (verification) ตามมาตรฐานที่กำหนด เกณฑ์ว่าบริษัทใดเข้าข่ายยังไม่นิ่ง แต่ปัจจัยที่พิจารณาอยู่รวมถึงปริมาณการใช้พลังงาน (KTOE) ขนาดธุรกิจ และจำนวนพนักงาน
บทลงโทษไม่ใช่แค่สัญลักษณ์: ค่าปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 5,000,000 บาท และอาจสูงถึง 3 เท่าของผลประโยชน์ที่ได้จากการฝ่าฝืน ส่วนการรายงานข้อมูลเท็จหรือไม่ครบถ้วนมีโทษทั้งทางปกครองและทางอาญา
กลไกที่แปลงคาร์บอนให้เป็นตัวเลขบนงบการเงิน
ภาษีคาร์บอนที่เริ่มเก็บจริงแล้ว
ตั้งแต่มีนาคม 2568 ไทยเริ่มปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตน้ำมันให้สะท้อนปริมาณคาร์บอน โดยกำหนดราคาชั่วคราวที่ประมาณ 200 บาทต่อตัน CO2e เป็นสะพานเชื่อมไปสู่ภาษีคาร์บอนเต็มรูปแบบภายใต้ พ.ร.บ. ฉบับนี้
ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS)
แผนงานคือเริ่มนำร่อง ETS ช่วงปลายทศวรรษ 2020s และขยายเป็นระบบเต็มรูปแบบพร้อม Thai CBAM ในช่วงต้นทศวรรษ 2030s ซึ่งหมายความว่าองค์กรมีเวลาไม่ถึง 5 ปีในการวางระบบวัดและบริหารจัดการคาร์บอนให้พร้อม
กองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กฎหมายเปิดช่องให้ธุรกิจที่ลงทุนด้านการลดก๊าซเรือนกระจกเข้าถึงเงินกู้และความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนนี้ได้ — เป็นโอกาสสำหรับองค์กรที่เตรียมตัวเร็ว มากกว่าองค์กรที่รอให้กฎหมายบังคับก่อนค่อยขยับ
แรงกดดันจากนอกประเทศ: EU CBAM เก็บเงินจริงแล้วตั้งแต่ 1 มกราคม 2569
ขณะที่กฎหมายไทยยังอยู่ระหว่างกระบวนการ EU เดินหน้าไปก่อนแล้ว Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) เข้าสู่ Definitive Period อย่างเป็นทางการตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 หลังจบช่วงเปลี่ยนผ่าน (ตุลาคม 2566 – ธันวาคม 2568) ครอบคลุมสินค้า 6 กลุ่ม ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน
ตัวเลขที่ผู้บริหารส่งออกควรรู้:
CBAM อาจกระทบการส่งออกไทยไปยุโรปราว 3.8% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด คิดเป็นเงินราว 28,000 ล้านบาทในปี 2569 (Nation Thailand)
เหล็ก เหล็กกล้า และอะลูมิเนียม จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ เพราะผู้นำเข้าในยุโรปเริ่มคำนวณต้นทุน CBAM เข้าไปในการตัดสินใจซื้อแล้ว
การผลิตในไทยที่พึ่งพากระบวนการใช้ถ่านหิน มีค่าการปล่อยคาร์บอนต่อตันผลผลิตสูงกว่ายุโรปได้ถึง 17 เท่า ซึ่งหมายถึงต้นทุนใบรับรอง CBAM ที่สูงกว่าคู่แข่งยุโรปอย่างมีนัยสำคัญ
มีเกณฑ์ยกเว้นสำหรับผู้นำเข้ารายย่อยที่ปริมาณต่ำกว่า 50 ตันต่อปี (สำหรับเหล็ก อะลูมิเนียม ปุ๋ย ซีเมนต์) แต่ไฟฟ้าและไฮโดรเจนไม่ได้รับการยกเว้นนี้
ทำไมเรื่องนี้คือเรื่อง “มูลค่ากิจการ” ไม่ใช่แค่ ESG
นี่คือจุดที่ผู้บริหารส่วนใหญ่มองข้าม: ต้นทุนคาร์บอนไม่ได้อยู่แค่ในรายงานความยั่งยืน แต่กำลังจะปรากฏในทุกจุดที่กระทบมูลค่าธุรกิจ
ต้นทุนดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นจากภาษีคาร์บอนและค่าใบรับรอง CBAM กดทับ EBITDA โดยตรง สำหรับธุรกิจที่มี Scope 1-2-3 สูงในกลุ่มโลหะ ซีเมนต์ หรือขนส่ง นักลงทุนและผู้ซื้อในดีลควบรวมกิจการจะเริ่มตั้งคำถามเรื่อง carbon liability ในกระบวนการ due diligence มากขึ้น องค์กรที่ไม่มีข้อมูล GHG ที่ผ่านการทวนสอบพร้อมนำเสนอ มีความเสี่ยงถูกกดราคาหรือถูกตั้งเงื่อนไขพิเศษในการเจรจา
ในทางกลับกัน องค์กรที่วางระบบวัดคาร์บอนและมีแผนลดการปล่อยที่เชื่อถือได้ สามารถใช้ข้อมูลนี้เป็นข้อได้เปรียบในการเจรจาระดมทุนหรือขายกิจการ เพราะแสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงด้านกฎระเบียบถูกจัดการไว้แล้ว ไม่ใช่ภาระที่ผู้ซื้อต้องรับต่อ
สิ่งที่ผู้บริหารต้องทำ ก่อนกฎหมายจะบังคับ
เริ่มทำ GHG Inventory ตั้งแต่วันนี้ — อย่ารอให้เกณฑ์บริษัทที่เข้าข่ายนิ่งก่อน เพราะการวางระบบวัด Scope 1-2-3 ใช้เวลาเป็นปี ไม่ใช่เดือน
นำต้นทุนคาร์บอนเข้าไปในแผนธุรกิจและการตั้งราคา — ประเมินว่าภาษีคาร์บอน 200 บาทต่อตัน และค่า ETS ในอนาคตจะกระทบต้นทุนสินค้าและบริการเท่าไร
ผนวก carbon liability เข้ากับกระบวนการประเมินมูลค่ากิจการ — ก่อนเข้าดีลควบรวม ระดมทุน หรือขายกิจการ ต้องมีตัวเลขนี้อยู่ในโมเดลการเงินแล้ว
ผู้ส่งออกไปยุโรปต้องเร่งระบบ MRV (Measurement, Reporting, Verification) ให้พร้อมรองรับการซื้อใบรับรอง CBAM ตั้งแต่ปีนี้
พิจารณาเข้าถึงกองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับการลงทุนลดการปล่อยคาร์บอน แทนที่จะแบกต้นทุนเต็มจำนวนเอง
บทสรุป
พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลนวณต้นทุนและมูลค่าธุรกิจไทยอย่างถาวร องค์กรที่รอให้กฎหมายบังคับก่อนค่อยขยับ จะเสียเปรียบทั้งด้านต้นทุนและอำนาจต่อรองในดีลอนาคต ส่วนองค์กรที่เริ่มวัด วางแผน และผนวกคาร์บอนเข้ากับการตัดสินใจทางธุรกิจตั้งแต่วันนี้ จะเปลี่ยนความเสี่ยงด้านกฎระเบียบให้กลายเป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน
หากองค์กรของคุณต้องการประเมินความพร้อมด้าน carbon cost exposure หรือผนวกความเสี่ยงนี้เข้ากับการประเมินมูลค่ากิจการ ทีม NXT พร้อมพูดคุยกับคุณที่ https://www.nxtconsultinggroup.com/th#contact
แหล่งข้อมูล:
Kasikorn Research Center — ประเมินผลกระทบอุตสาหกรรม 6.5 ล้านล้านบาท / 37% ของ GDP
Norton Rose Fulbright — The Impact of Thailand’s Climate Change Bill
Tilleke & Gibbins — Thailand’s Draft Climate Change Act: Key Business Considerations
Nation Thailand — EU CBAM to shake Thai exports as definitive phase starts on Jan 1; EU CBAM carbon levy may hit Thai steel exports by 28bn baht in 2026
European Commission, Taxation and Customs Union — Carbon Border Adjustment Mechanism
แชร์บทความนี้